“เบาหวาน”ต้องหมั่นสังเกตอาการ “เท้าชา” “มือชา”

chat
May 5, 2018

“เบาหวาน”ต้องหมั่นสังเกตอาการ “เท้าชา” “มือชา”

เป็น "เบาหวาน"ต้องหมั่นสังเกตอาการ "เท้าชา" "มือชา" ภาวะแทรกซ้อนน่าห่วง

อาการแทรกซ้อนของโรคภัยไข้เจ็บที่มักเกิดขึ้นกับผู้ป่วยเบาหวานโดยครอบคลุมถึงปัญหาอาการต่างๆที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับผู้เป็นโรคเบาหวานซึ่งมิใช่จะก่อให้เกิดความกังวลใจแก่ตัวผู้ป่วยเท่านั้น หากแต่คนใกล้ชิดในครอบครัวที่ต้องดูแลก็พลอยห่วงใยไปด้วยเพราะเป็นต้นเหตุของโรคแทรกซ้อนต่างๆได้มากอย่างไม่น่าเชื่อทีเดียว
อันตรายจากการเกิดโรคแทรกซ้อนมักจะรุนแรงมาก โดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานจะมีปัญหาน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งโรคนี้มีอยู่สองชนิด
ชนิดที่ 1 คือเบาหวานอายุน้อย จำเป็นต้องฉีดอินซูลิน ชนิดที่ 2 คืออ้วนลงพุงไม่สามารถเอาอินซูลินไปใช้ได้อย่างเหมาะสม

ทั้งสองชนิดเมื่อเกิดขึ้นเป็นเวลานานๆ จะทำให้เกิดเส้นเลือดฝอยอักเสบ ทำให้เกิดการอุดตัน ส่วนใหญ่ที่เกิดปัญหาก็จะเริ่มจากเส้นเลือดฝอยที่อยู่ไกลที่สุด นั่นก็คือ เส้นประสาทที่เท้า ทำให้เกิดลักษณะเฉพาะ คือการชาที่เกิดจากเบาหวาน มักจะเป็นจากเส้นเลือดฝอยก่อน

ดังนั้นผู้ป่วยรวมทั้งผู้ใกล้ชิดที่ต้องดูแล จึงควรมีข้อมูลและต้องสังเกตอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับระบบประสาทของผู้ป่วยเพื่อให้สามารถแยกแยะได้ถึงความผิดปกติ เช่น การสูญเสียการรับความรู้สึกที่อาจเริ่มจากชาตามปลายนิ้ว และลุกลามต่อไปยังส่วนอื่น ซึ่งจะแตกต่างกับอาการที่เกิดกับคนทั่วไป เช่น พังผืดกดทับเส้นประสาทเมื่อต้องนั่งทำงานเป็นเวลานานๆ หรือเวลานั่งขัดสมาธิไหว้พระเวลานานแล้วรู้สึกยกข้อเท้าไม่ได้นั้น เป็นผลจากการที่เลือดมาเลี้ยงเส้นประสาทส่วนที่ถูกกดทับได้ไม่พอ

ส่วนอาการชาที่เกิดกับผู้เป็นโรคเบาหวาน จะมีโอกาสเกิดมากกว่าคนทั่วไปโดยเส้นประสาทไม่ได้ถูกกดทับ คือเกิดขึ้นแม้จะอยู่เฉยๆ ก็อาจมีอาการชาเกิดขึ้นจากปลายเท้าแล้วเลื่อนขึ้นมาเรื่อยๆ

ยิ่งกว่านั้น ถึงแม้ร่างกายของผู้ป่วยส่วนที่สูญเสียการรับรู้ความรู้สึกได้สัมผัสกับของร้อนหรือเย็นหรือแม้กระทั่งได้รับบาดแผลก็จะไม่ทำให้เจ้าตัวเกิดความรู้สึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ “เท้า” ซึ่งหากประสาทการรับรู้ที่เท้าสูญเสียไปแล้ว จะส่งผลให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวเมื่อเดินไปเหยียบตะปูหรือของมีคม ที่สำคัญคือแผลของผู้ป่วยเบาหวานจะหายช้ากว่าคนปกติหากได้รับการดูแลไม่ดีอาจทำให้เกิดการลุกลามจนอักเสบและติดเชื้อได้

โดยปกติแล้วหากควบคุมอาการอยู่ก็จะไม่เกิดปัญหา แต่สิ่งที่น่ากลัวคือเบาหวานเป็นจุดเริ่มของโรคแทรกซ้อนที่อันตรายมาก ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานควรให้ความสำคัญในการควบคุมอาการของโรคและระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี เพราะหากเกิดการผิดพลาดตรงจุดนี้จะทำให้ ้โรคแทรกซ้อนจากเบาหวานโรคใดโรคหนึ่งหรือหลายโรคตามมา ดังเช่นภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท ซึ่งจะส่งผลให้หลอดเลือดเล็กๆที่มาเลี้ยงเส้นประสาทบริเวณปลายมือปลายเท้าเกิดพยาธิสภาพและทำให้เส้นประสาทบริเวณดังกล่าว ไม่สามารถนำความรู้สึกต่อไปได้ เช่น รู้สึกชาหรือปวดแสบปวดร้อนตามปลายมือ

ซึ่งหากมีแผลแล้วผู้ป่วยจะไม่รู้ตัวและไม่ดูแลแผลดังกล่าว ประกอบกับการมีน้ำตาลในเลือดสูงจึงเป็นอาหารอย่างดีให้กับเหล่าเชื้อโรค ทำให้แผลเน่าจนนำไป สู่การถูกตัดอวัยวะในที่สุด สำหรับในรายผู้ป่วยชายอาจมีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศในระยะต่อไป

ทำไมอาการชามือชาเท้าถึงน่ากลัว เป็นเบาหวานให้หมั่นสังเกตอาการมือชาเท้าชา

อันตรายจากการเกิดโรคแทรกซ้อน ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานจะมีปัญหาน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งโรคนี้มีอยู่ 2 ชนิด

ชนิดที่ 1 คือ เบาหวานอายุน้อย จำเป็นต้องฉีดอินซูลิน ชนิดที่ 2 คือ อ้วนลงพุง ไม่สามารถเอาอินซูลินไปใช้ได้อย่างเหมาะสม

ทั้งสองชนิดเมื่อเกิดขึ้นเป็นเวลานานๆ จะทำให้เกิดเส้นเลือดฝอยอักเสบ ทำให้เกิดการอุดตัน ส่วนใหญ่ที่เกิดปัญหาก็จะเริ่มจากเส้นเลือดฝอยที่สุด อยู่ไกลที่สุด นั่นก็คือเส้นประสาทที่เท้า ทำให้เกิดลักษณะเฉพาะคือการชาที่เกิดจากเบาหวาน มักจะเป็นจากเส้นเลือดฝอยก่อน

ดังนั้น ผู้ป่วยรวมทั้งผู้ใกล้ชิดที่ต้องดูแลสังเกตอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับระบบประสาทของผู้ป่วย เพื่อให้สามารถแยกแยะได้ถึงความผิดปกติเช่นการสูญเสียการรับความรู้สึกที่อาจเริ่มจากชาตามปลายนิ้วและลุกลามต่อไปยังส่วนอื่น ซึ่งจะแตกต่างกับอาการที่เกิดกับคนทั่วไป

สำหรับคนทั่วไป เช่น พังผืดกดทับเส้นประสาทเมื่อต้องนั่งทำงานเป็นเวลานานๆ หรือเวลานั่งขัดสมาธิไหว้พระ เวลานานแล้วรู้สึกยกข้อเท้าไม่ได้นั้นเป็นผลจากการที่เลือดมาเลี้ยงเส้นประสาทส่วนที่ถูกกดทับได้ไม่พอ

ส่วนอาการชาที่เกิดกับผู้เป็นโรคเบาหวาน จะมีโอกาสเกิดมากกว่าคนทั่วไปโดยเส้นประสาทไม่ได้ถูกกดทับคือเกิดขึ้นแม้จะอยู่เฉยๆ ก็อาจมีอาการชาเกิดขึ้นจากปลายเท้าแล้วเลื่อนขึ้นมาเรื่อยๆ

ยิ่งกว่านั้น ถึงแม้ร่างกายของผู้ป่วยส่วนที่สูญเสียการรับรู้ความรู้สึกได้สัมผัสกับของร้อนหรือเย็น หรือ แม้กระทั่งได้รับบาดแผลก็จะไม่ทำให้เจ้าตัวเกิดความรู้สึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ “เท้า” ซึ่งหาก ประสาทการรับรู้ที่เท้าสูญเสียไปแล้ว จะส่งผลให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวเมื่อเดินไปเหยียบตะปูหรือของมีคม ทีสำคัญคือแผลของผู้ป่วยเบาหวานจะหายช้ากว่าคนปกติ หากได้รับการดูแลไม่ดีอาจทำให้เกิดการลุกลามจนอักเสบและติดเชื้อได้และอาจถึงขั้นต้องตัดขาทิ้ง

ดังนั้น ผู้ป่วยเบาหวาน ควรให้ความสำคัญในการควบคุมอาการของโรคและระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี เพราะหากเกิดการผิดพลาดตรงจุดนี้จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน โรคใดโรคหนึ่งหรือหลายโรคตามมา